ดูเหมือนว่าเป็ดกับห่านจะทนหนาวได้พอๆ กับ หมี lol
วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
นาฬิกาปลุก
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วิชาทฤษฎีกราฟ
เรื่องแรกคือปกติผมจะเกลียดการพิสูจน์แบ่งกรณีมาก แต่พอเจอการบ้านเข้าไปสองอัน แตกกรณีกันเลือดสาด แต่บางครั้งมันก็ทำให้การบ้านเสร็จ แต่หลังจากแตกกรณีกันอย่างบ้าคลั่ง (เกือบทุกคน) อ.ก็ยกเลิกการบ้านสองไปเพราะแบ่งกรณีแบบไม่ elegant กรณีที่คล้ายๆ กันก็ไม่ยุบรวมเป็นกรณีเดียว (ของผมพิมพ์ใน latex เลย copy-paste เอา) ดูเหมือนว่าการแบ่งกรณีก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ความยากของการพิสูจน์แบบแบ่งกรณีอยู่ที่การเลือกเงื่อนไขในการแบ่ง ไม่ใช่การแบ่งกรณีไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อให้บทพิสูจน์สมบูรณ์ -- ในการบ้านที่สามคือพิสูจน์ Kuratowski's theorem โดยใช้ overlapping diagram เลือดสาด ไม่มีใครแบ่งกรณีครบ --
เรื่องที่สองคือการตั้งทฤษฎีบทตั้ง เพราะเจอการบ้านที่นอกจากจะต้องใช้ทฤษฎีบทจากข้อก่อนหน้าแล้ว ถ้าไม่ตั้งทฤษฎีบทย่อยเพื่อช่วยพิสูจน์ในแต่ละข้อแล้วบทพิสูจน์ในแต่ละข้อก็จะยาวมาก เพราะมีบทพิสูจน์ที่ใช้เหตุผลใกล้เคียงแต่ไม่เหมือนกันอยู่ในแต่ละข้อ ต้องแตกออกมาเป็นบทตั้งย่อยๆ เพื่อตะได้หยิบมาใช้ได้ -- ในการบ้านสุดท้ายทำไม่ได้เลยต้องยกข้อความบางส่วนจากบทพิสูจน์ของอีกข้อลงมา เลยโดนหักคะแนนเพราะบทพิสูจน์ไม่สวย --
เรื่องที่สามก็คือไม่มีคำว่า obvious ในบทพิสูจน์ เพราะถ้า obvious, trivial, clear แล้วต้องอธิบายได้ในสองสามประโยค ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็น bug ได้
นอกจากนี้ก็มีโดนหักคะแนนเรื่องบทพิสูจน์ไม่สวยเรื่อยๆ ตั้งแต่การบ้านแรก บทพิสูจน์ยาวก็โดนหักคะแนน (จาก 10 เหลือ 2)
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Concentration
เป็นอาการปกติของ slacker หรือเปล่า?
Pizza
พอมาตอนนี้ดูเหมือนพิซซ่าจะเป็นอาหารมื้อกลางวันที่ถูกสุดที่กินแล้วอิ่มท้อง มื้อไหนที่ลืมทำกับข้าวมามหาวิทยาลัย หรือ เอาข้าวมาไม่พอมื้อเย็นก็ต้องกินพิซซ่าประทังชีวิตไป รู้สึกเป็นเรื่องที่น่าตลกมาก
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
หิมะ
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เปลี่ยนนิสัย
หลังจากนั้นทำให้ผมต้องเปลี่ยนพฤติกรรมพยายามมาทำงานที่บ้านให้ได้ ไม่งั้นผมอาจจะติดหิมะอยู่ที่มหาลัยกลับบ้านไม่ได้ หรือ อาจจะตายอยู่กลางถนนก็ได้
วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Slackers Dilemma
If one of them choose Ubuntu, but the other choose media, then the one who use Ubuntu will be suffered using Ubuntu, will be distracted by B, and will have to take all of the others works.
If both of them choose Ubuntu, then their productivity will be very high because they cannot slack off by consuming any media.
If both of them choose media, then they will have no productivity, and, thus, they will be fired. However, in this case, both of them.
By considering all cases, both slackers will choose to consume media instead of using Ubuntu.
วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Winter Wonderland (in Fall)
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551
กาแฟ
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551
Cola
By the way, I notice that caffeine in "Tab" is a bit more than in another cola beverage except "Pepsi One. For more detail, See http://www.gaberusu.com/Scraps/Caffeine.aspx.
วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551
ตายรัง
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551
อาหารที่ลองทำแล้ว
1.ผัดกะเพรา - ใช้ใบ้ basil-โหระพา แทน กะเพรา
2.ผัดพริกสด - ใช้ green pepper แทน พริกหยวกเพราะถูกกว่า
3.เห็นแชมปิญองผัดกุ้ง - ทำครั้งแรกใส่กุ้งเยอะจัด เลยกลายเป็นผัดกุ้งโรยเศษเห็ดไป ทำครั้งที่สองขี้เกียจใส่ต้นหอมเพราะราคาแพง เลยใส่หอมใหญ่เข้าไปแทนแต่ก็ออกมาอร่อยดี
4.ผัดพริกเผา - อันนี้ดูดีจัด เพียงแต่ขี้เกียจหุ่นเนื้อเลยเอาเนื้อบดมาใช้แทน เสียดายที่รสชาติเนื้อบดแย่ไปหน่อย
5.ไก่ทอดเกลือ
6.ผัดผัก
7.ข้าวผัด
8.ผัดซีอิ้ว - ใช้เส้นมาม่าเพราะลวกง่ายกว่าเส้นใหญ่
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551
ภาพเหมือน
หลังจากกินอาหารเสร็จผมก็เดินถือโค้กลิตรกลับไปซดเฮือกๆ หน้าโต๊ะคอม ที่ห้องทำงาน เหมือนกับมันเป็นแค่โค้กขวด 560 ลบ.ซม. เมื่อมองภาพสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ผมนึกถึงภาพหนึ่งขึ้นมาได้ ผมรู้สึกว่าภาพช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน เมื่อนั่งนึกได้สักพัก โอ้ ภาพนี้มัน "โป้ง" นั่งซดโค้กลิตรนี่หว่า ฉิบหายแล้วถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ผมต้องตัวเท่าโป้งแน่ๆ
แล้วผมก็นั่งซดโค้กต่อไปจดหมดขวด ช่างมันเหอะอร่อย
Kraft Dinner
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
And, The geese have gone
In Summer, there are many geese came from many places to Waterloo to lay their eggs and look after their babies. Like those geese, we came from many places to take English course at Renison College in Summer 2008. The precious Summer was gone and our course was finished. It is the time that we have to go back to our places to continue our studies. Although it was a short period of time, the memory will be last long...forever.
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แคนาดากับอเมริกา
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
เดินกลับบ้าน
On July 22nd between 7:30-7:45 pm 23.0 mm of rain fell.
That is the highest 15 minute rainfall we have recorded in the 10 year history of the UW weather station.
The previous record was 16.2 mm on June 27, 1999.
We also set an hourly record with 34.4 mm coming down between 7:15-8:15 pm.
That just surpassed the 33.9 mm on May 2, 2000.
By the way, I don't know how far back these records go, as they don't keep 15 minute data at the Waterloo-Wellington airport and I don't have their hourly data.
Not a record, but also interesting is that the temperature dropped 6.2°C between 7:15-7:45 pm.
Want to comment on something you have seen on the UW weather station website or just want to see an archive of the things that have appeared here?
ผมเดินลุยฝนกลับบ้านตอนฝนซา พอถึงห้องปุ๊บฝนก็หยุดตกทันที
วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
Office
ถึง U of Waterloo
นอกห้องมีนกหน้าตาประหลาดสีสวยๆ บินผ่านไปมาเรื่อยๆ แล้วก็มีตัวประหลาดทีคาดว่าน่าจะเป็นตัวตุ่น มาขุดดืนทำรังอยู่หน้าบ้าน แล้วข้างบ้านมีทะเลสาบ ก็มีฝูงเป็ดฝูงห่านอยู่เต็มไปหมด ฝูงใหญ่เสียด้วย ดูเหมือนจะเยอะกว่าเดือนพฤษภาที่มาคราวก่อนเสียอีก ดูเหมือนว่าคราวก่อนบางส่วนมันจะยังเป็นลูกเป็ดลูกห่านอยู่ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเป็ดห่านตัวอ้วนพีกันหมดแล้ว เท่าที่ดูประชากรส่วนใหญ่จะเป็นห่านแล้วก็มีพวกเป็ดฝูงเล็กๆ ว่ายน้ำอยู่แถวทะเลสาบ ส่วนพวกห่านจะเปรี้ยวหน่อย มาเดินกันให้เต็มถนนเลย
ที่นี่สนามหญ้าดีจัด ตัดสะเรียบแปร้สวยงามทุกวันน่านอนมาก ตอนเย็นก็เห็นมีเด็กมาเล่นฟุตบอลกัน แต่ไม่เห็นใครมานั่งเล่นนอนเล่นบนพื้น พอดีคอนเช้าออกไปวิ่งแล้วจะหี่นอนเล่น เลยรู้ว่าเป็นเพราะอะไร ที่แท้ตามสนามหญ้าที่แสนสวยงามมีแต่ขี้ห่านขี้เป็ดอยู่เต็มไปหมด นี่ถ้าไข้หวัดนกระบาดแถวนี้คงได้ติดกันทั่วเมืองแน่
วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ถ่ายภาพ
ผมกลับบ้านที่สงขลาในช่วงวันที่ 18-24 มิ.ย. 51 ที่ผ่านมา สิ่งแรกที่อยากทำเมื่อกลับไปบ้านหลังจากไม่ค่อยได้กลับมานาน และกำลังจะไปเรียนต่อที่แคนาดา ก็คือการถ่านรูปสวยๆ จากแถวบ้านเก็บไว้ วันที่สองที่กลับไปบ้าน (วันที่ 19) ผมระหว่างที่ผมกำลังไปหาของกินกับพ่อ ก็ผ่านไปเห็นพระจันทร์เต็มดวง (ปีนี้ดวงจันทร์เต็มดวงแรม 1 ค่ำ) กำลังขึ้นจากนับ ความสูงอยู่ใกล้กับเขาเก้าเส้งประกอบกับรูปร่างงเมฆในวันนั้นทำให้เกิดเป็นภาพที่สวยมาก ๆ ่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้หยิบกล้องติดไปด้วย ทำให้ไม่มีโอกาสเก็บภาพไว้ พยายามจะเอากล้องมือถือพ่อถ่าย ก็ถ่ายในที่มืดๆ ไม่ได้เสียอีก เลยอดเก็บภาพเอาไว้ ผมรู้สึกเสียดายมากแต่็ก็ไม่รู้ทำอย่างไร เพราะคืนถัดมาดวงจันทร์ก็ไม่เต็มดวงแล้ว ตอนแรกก็หวังว่าวัดถัดมาน่าจะยังได้เห็นรูปร่างคล้ายๆ เดิมอีก แต่ก็ไม่มีเสียแล้ว รู้สึกเสียดายว่าจริงๆ ผมควรจะกลับบ้านไปเอากล้องมาถ่ายเก็บไว้ เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายในปีนี้ที่ผมจะได้ถ่ายพระจันทร์เต็มดวงจากทะเลแถวบ้าน
แต่ไม่เป็นไรถ่ายพระจันทร์ไม่ได้ ถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นแทนละกัน
ที่นี้ก็ได้รู้ว่าการถ่ายพระจันทร์สวยๆ มันยากกว่าพระอาิทิตย์ เพราะ 30 วันถึงจะมีพระจันทร์เต็มดวงหนึ่งครั้ง ส่วนพระอาทิตย์นี้วันไหนตื่นทันก็ไปถ่ายได้เลย
ผมพยายามจะถ่ายพระอาทิตย์มาหลายๆ มุม เพราะผมโง่จัดเลือกมุมกล้องได้ห่วยตลอด ก็เลยถ่ายมันให้หมดทุกมุมที่พอจะนึกได้เลย โชคดีที่พระอาทิตยยามเช้านี่จะถ่ายห่วยยังไงรูปก็ยังออกมาดูดี
หลังถ่ายรูปพระอาทิตย์ก็เห็นหมาเล่นกัน ก็พยายามจะไปถ่ายหมากำลังเล่น แต่เนื่องจากกล้องมันซูมมากๆ ไม่ได้ ต้องเดินเข้าไปถ่ายใกล้ๆ แทนที่จะได้ถ่ายหมาเล่นกัน เลยกลายเป็นมันมาเล่นกับเราแทน ก็เลยเปลี่ยนไปถ่ายตอนที่มันมานั่งสงบๆ แล้ว
ที่นี้ก็ได้รู้อีกว่าถ่ายภาพหมาเล่นกันนี่มันยากกว่าถ่ายหมานอนหมอบหลายเท่าเลยทีเดียว
วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551
Time Interpretation
I have a problem on time interpretation. When I heard “…at 3…” I always interpret it as “9 am”. The problem is that I am more familiar with Thais’ 6-hour time system. In ancient time, Thais divide the day in two 4 parts, each part contains 6 hours. In the early morning (0 am – 5 am), the watchmen would strike the bell every hours. In later morning and afternoon, they would strike the gong chimes and would strike the drum in the evening. The following table is Thais’ 6-hour time system which were taken from http://en.wikipedia.org/wiki/Thai_six_hour_clock.
| 6-hour | Modified 6-hour | 24-hour | ||||
| Literal translation | Pronunciation | Thai | Notes | Pronunciation | Thai | Numerical |
| Strike 1 (of the bell) | ti nueng | ตีหนึ่ง | ti = strike, nueng = one | ti nueng | ตีหนึ่ง | 01:00 |
| Strike 2 | ti song | ตีสอง | song = two | ti song | ตีสอง | 02:00 |
| Strike 3 | ti sam | ตีสาม | sam = three | ti sam | ตีสาม | 03:00 |
| Strike 4 | ti si | ตีสี่ | si = four | ti si | ตีสี่ | 04:00 |
| Strike 5 | ti ha | ตีห้า | ha = five | ti ha | ตีห้า | 05:00 |
| 6 gong chimes in the morning | hok mong chao | หกโมงเช้า | hok = six, chao = morning | hok mong | หกโมง | 06:00 |
| (1) gong chime in the morning | (nueng) mong chao | (หนึ่ง)โมงเช้า | mong = chime | chet mong | เจ็ดโมง | 07:00 |
| 2 gong chimes in the morning | song mong chao | สองโมงเช้า | | paet mong | แปดโมง | 08:00 |
| 3 gong chimes in the morning | sam mong chao | สามโมงเช้า | | kao mong | เก้าโมง | 09:00 |
| 4 gong chimes in the morning | si mong chao | สีโมงเช้า | | sip mong | สิบโมง | 10:00 |
| 5 gong chimes in the morning | ha mong chao | ห้าโมงเช้า | | sip et mong | สิบเอ็ดโมง | 11:00 |
| Midday | thiang wan | เที่ยงวัน | thiang = just, wan = day | thiang (wan) | เที่ยง(วัน) | 12:00 |
| Gong chime in the afternoon (the "1" is omitted) | bai mong | บ่ายโมง | bai = afternoon | bai mong | บ่ายโมง | 13:00 |
| 2 gong chimes in the afternoon | bai song (mong) | บ่ายสอง(โมง) | | bai song (mong) | บ่ายสอง(โมง) | 14:00 |
| 3 gong chimes in the afternoon | bai sam (mong) | บ่ายสาม(โมง) | | bai sam (mong) | บ่ายสาม(โมง) | 15:00 |
| 4 gong chimes in the afternoon | bai si (mong) | บ่ายสี่(โมง) | | si mong yen | สี่โมงเย็น (or บ่ายสี่โมง) | 16:00 |
| 5 gong chimes in the afternoon | bai ha (mong) | บ่ายห้า(โมง) | | ha mong yen | ห้าโมงเย็น (or บ่ายห้าโมง) | 17:00 |
| 6 gong chimes in the evening | hok mong yen | หกโมงเย็น | yen = evening | hok mong yen | หกโมงเย็น | 18:00 |
| 1 drumbeat | nueng thum | หนึ่งทุ่ม | thum = sound of drumbeat | nueng thum | หนึ่งทุ่ม | 19:00 |
| 2 drumbeats | song thum | สองทุ่ม | | song thum | สองทุ่ม | 20:00 |
| 3 drumbeats | sam thum | สามทุ่ม | | sam thum | สามทุ่ม | 21:00 |
| 4 drumbeats | si thum | สี่ทุ่ม | | si thum | สี่ทุ่ม | 22:00 |
| 5 drumbeats | ha thum | ห้าทุ่ม | | ha thum | ห้าทุ่ม | 23:00 |
| Midnight | thiang khuen | เที่ยงคืน | khuen = night | thiang khuen | เที่ยงคืน | 24:00 , 00:00 |
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551
Resurrect my wireless driver (BCM43xx)
/usr/share/b43-fwcutter/install_bcm43xx_firmware.sh
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
กระรอก กระต่าย และ ห่าน
หมายเหตุ: สัญลักษณ์ของ U Washington คือ หมา Husky ไม่ใช่กระรอก
วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2551
Coordinator
This is how I change my screen contrast.
xgamma -gamma 0.5.
And this is how I change my screen brightness.
echo 30 | sudo dd of=/proc/acpi/video/VGA/LCD/brightness
And this is how I dial a modem (but it is not work 'till now).
pon TOT_Online
The disconnect a modem with
poff
And this is how ....Blah Blah Blah.......
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551
รูปภาพ
ปกติผมไม่ค่อยเป็นคนที่ไม่ชอบถ่ายรูปนัก (จริงๆ แล้วก็คือขี้เกียจถ่ายรูป) แต่บางทีก็อยากจะเก็บภาพบรรยากาศสวยงามไว้บ้าง ก่อนออกจาก ม.เกษตรฯ กำแพงแสนก็เลยไปถ่ายรูปทิวทัศน์ในมหาลัยมา แต่ตามนิสัยผมก็จะถ่ายเฉพาะทิวทัศน์หรือสัตว์มากกว่าที่จะให้คนทะลึ่งมาปนอยู่ในรูป ผมพยายามไม่ให้คนมาโผล่ในรูปแล้วก็พยายามจะถ่ายให้ได้มุมออกมาดูเจ๋งๆ แต่ด้วยความไร้สามารถภาพถ่ายก็ออกมาห่วย SPYM แต่จะลบทิ้งก็น่าเสียดาย
ก็เลย u/l ขึ้น picasaweb ที่
http://picasaweb.google.com/lbundit/LastdayAtKamphaengsaenCampus
แต่พอ u/l แล้วภาพมันออกมาดูดีกว่าภาพจริงแฮะ picasa ปรับแสง ปรับอะไรให้เองหมดเลย
ดูรูปที่เลือกถ่ายแล้วดูเหมือนว่าจะไปเที่ยวป่ามามากกว่าอยู่ในมหาลัยแฮะ
วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2551
แนวโจทย์ที่นึกได้
1. directed graph สามารถแปลงเป็น bipartite graph ได้ -- จะทำอะไรกับมันได้บ้าง ?
2. ถ้ามี function F บน set ของ node ในกราฟที่ F เป็น submodular จะเขียนโจทย์ให้
เป็น Dynamic Programming ได้หรือเปล่า ?
สิ่งที่ตั้งใจจะทำ 17 มี.ค. 2550
1. ตัดเกรดวิชา 204111
2. แก้เปเปอร์ STOC
3. ร่างเมล์ขอ developing country award
4. เขียนหน้าเว็บสมัครเข้าเรียน วศ.คอม กำแพงแสน
5. อ่านเปเปอร์เตรียม present *
6. แก้รายงานนิสิตวิชา Special problems
7. เขียนโจทย์โอลิมปิกข้อคาคุซุ
8. เขียนโจทย์โอลิมปิกข้อ subgraph
9. ทำโจทย์ในหนังสือสักเล่มอย่างน้อย 1 ข้อ
10. ตรวจเปเปอร์ STOC
ตั้งค่า Brightness ใน Ubuntu
เพราะผมไม่สามารถปรับความสว่างของหน้าจอได้ จนทำให้ตาผมปวดแสบปวดร้อน
อยู่ตลอดเวลา...........
ผมเพิ่งจะได้วิธีการตั้งค่าความสว่างแบบทำมือสุดๆ จาก
http://ubuntuforums.org/archive/index.php/t-367339.html
วิธีทำคือเข้าไปที่
/proc/acpi/video/VGA/LCD/
พิมพ์ cat brightness เพื่อดูข้อความที่อยู่ด้านไหน
บนเครื่องผมเองจะมีหน้าตาแบบนี้
levels: 100 60 20 28 36 44 52 60 68 76 84 93 100
current: 60
ตัวเลขในแถวแรกคือระดับความเข้ามแสง ให้เลือกตัวเลขในระดับความเข้มแสงข้างบน
ตามลำตัวเลือกข้างบน สมมติว่าเราเลือก 60 ให้พิมพ์คำสั่ง
echo 60 | sudo dd of=/proc/acpi/video/VGA/LCD/brightness
ความสว่างของหน้าจอก็จะประบขึ้นลงตามที่เราสั่ง ไม่ต้องทรทรมาณ
กับหน้าจอที่สว่างจนเกินไป (จนตาแทบบอด) ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
วิธีการเล่น Real Media File บน Ubuntu
1. สิ่งที่คุณต้องการอย่างแรกคือ Kaffeine Player วิธีลงก็
apt-get install kaffeine
หรือ จะลงโดยใช้ Synaptic หรือ Aptitude ก็ได้
2. หลังจากนั้นเราก็ต้อง download "Essential Codecs Package" จาก http://www.mplayerhq.hu ตอนผม download ก็จะงงเหมือนกันว่าจะต้องไปเอา Codec มาจากตรงไหน อันนี้เราตรงไปที่หัวข้อ "Binary Codec Packages"แล้วเลือกไฟล์ที่ตรงกับ OS และ รุ่นของเครื่องที่เราใช้
3. หลังจาก download codecs มาแล้ว เราก็ต้องวางมันไว้ให้เป็นที่เป็นทาง สำหรับใน blog ที่ผมทำตาม ก็จะ extract files ไปที่ /usr/share/win32 โดยที่เราต้องสร้าง directory win32 ขึ้นใน /usr/share เอาเอง อันนี้ย้ำว่า extract ไปเฉพาะไฟล์นะครับ ไม่ใช่วางไปทั้ง directory
4. ท้ายที่สุดเราก็ต้องมาตั้งค่าของ Kaffeine Player ให้มองเห็น Codecs ที่ donwload มา ให้เข้าไปที่ settings --> xine engine --> parameters --> decoder แล้วตั้งค่า external Real Media codecs pah เป็น /usr/share/win32 หลังจากนั้นเราก็สามารถจะเล่น Real Media Files ได้แล้ะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
ต่อเนื่องจากเรื่อง Lotus vs พ่อค้า
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการแข่งขันบางครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็นแต่การแข่งขันควรจะเป็นการแข่งขันที่เท่าเทียม ผู้บริโภคจึงจะได้รับผลประโยชน์ที่ควรได้รับ แม้ว่าผมจะซื้อสินค้าท้องถิ่น (จากสหกรณ์) มาสามวันติดกันแล้วกินไม่ได้ก็ตาม แต่ผมก็ไม่อยากให้การค้าท้องถิ่นต้องสูญหายไป ไม่อยากให้ร้านขนมเปี๊ยะสุดอร่อยต้องปิดตัว แต่ก็ต้องมีกระบวนการที่ถูกต้องไม่ใช่เป็นการเรียกร้องที่ปิดทางคู่แข่งโดยสมบูรณ์
หมายเหตุ ผมซื้อขนมโก๋เมื่อวันจันทร์ หลังจากกินไปหลายชิ้นก็พบว่ามันขึ้นรา ส่วนกล้วยต้มที่ซื้อมาก็บูดเรียบร้อย ก่อนหน้านั้นผมซื้อส้มโอที่แพ็คแล้วมาก็ปรากฎว่ามันเน่า และ วันพฤหัสผมจะกินส้มโอจากสหกรณ์อีกครั้งก็ปรากฎกลิ่นเหมือนไวน์ลอยมาจากทุก ก็ต้องจัดการทิ้ง ...อย่างไรก็ตามสหกรณ์ไม่ใช่ร้านค้าท้องถิ่นที่ผมพูดถึง ว่าแต่ทำไมสหกรณ์ ม.เกษตร กำแพงแสนมันห่วยยังงี้เนี่ย
Printer Catridge
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
Lotus กับ พ่อค้า
และการประท้วงจากกลุ่มชาวบ้านภายไป ในขณะนี้ Lotus ก็ได้ก่อสร้างและ
เตรียมเปิดทำการเป็นที่เรียบร้อย
ผมก็อยากจะมาพูดถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน, กลุ่มสนับสนุน และ
ตัว Lotus เองอีกครั้ง
ในที่นี้ผมคงจะกล่าวถึง Lotus หรือ นายทุน ในฐานะของตัวแทนของกลุ่มธุรกิจที่มี
ทุนทรัพย์ปริมาณมหาศาล, ชาวบ้านเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และ พ่อค้าเป็นตัวแทน
ของกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการเปิด Lotus (หรือการลงทุนของนายทุน
รายใหญ่)
ผมคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการเปิดตัวของร้านค้าสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Lotus จะสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน และ ทำให้พ่อค้า แม่ค้า รวมทั้งธุรกิจรายเล็กๆ ต้องเดือดร้อน
อย่างมากเพราะเจอคู่แข่งที่มีพลังสูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ โดยเฉพาะในชุมชนที่มีขนาด
เล็กถึงปานกลาง อย่างชุมชนในตำบลกำแพงแสน แต่ผมอยากจะมองเรื่องนี้ในมุมมองอีกมุม
หนึ่ง (เพราะผมคิดว่าไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่จะมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงมุมเดียว)
เรื่องการยื่นหนังสือต่อศาลขอให้ระงับการสร้าง Lotus นี้เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากทั้งภายใน
ตำบลกำแพงแสน และ ในหมู่ของตุลาการ แม้แต่พ่อผมเองก็รู้เรื่องนี้ด้วย ซึ่งในส่วนตัวผมรู้สึก
มีความเห็นใจกับชาวบ้านที่ต้องเดือดร้อนเพราะ Lotus มาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขาย
ของเลี้ยงชีพและต้องส่งเสียลูกหลานเรียนหนังสือ แต่เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่ากลุ่มที่ต่อต้านส่วนใหญ่
ก็จะเป็นพ่อค้าแม่ค้า ส่วนกลุ่มที่อยากให้เปิดก็จะเป็นกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และ พ่อค้าแม่ค้าบางกลุ่ม
และ ผมเองในฐานะผู้บริโภคก็รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งที่ Lotus จะมาเปิดในบริเวณใกล้ๆ เพราะมันทำ
ให้ผมสามารถซือของได้สะดวก และ มีสินค้าให้เลือกหลากหลายขึ้น ในขณะที่ตอนนี้ร้านค้าใน
บริเวณใกล้ๆ มีทั้งชนิดของสินค้าและความหลากหลายจำกัดมาก และความน่าซื้อของสินค้าก็ต่างกันมาก
อย่างเช่นผมไปกาแฟกระป๋องในร้านค้าใกล้ๆ ก็พบกับกาแฟที่บุบและฝุ่นเกาะหนาจนไม่รู้ว่าจะยัง
บริโภคได้หรือเปล่า และ สินค้าบางชนิดเช่นนมกล่องรสที่มีคนกินน้อย (รสที่ว่าคือ รสจืดซึ่งผมคิดว่า
คนคงจะกินกันน้อย) ก็วางไว้จนใกล้หมดอายุเต็มที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหมดอายุแล้วจะยังอยู่ที่นั่นต่อหรือ
ไม่ ผมจะสังเกตอีกอย่างว่าร้านทั่วไปจะนิยมดันของที่มีอยู่เดิมเข้าไปข้างใน แล้วก็เอาของใหม่วางข้างนอก
ซึ่ง ของที่อยู่เดิมก็จะอยู่เช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนหมดอายุ และ มีคนมาสังเกตเห็นเข้า ลองดูร้านโชว์ห่วย
ถ้าหยิบสินค้าด้านในๆ มักจะเป็นสินค้าใกล้หมดอายุ ส่วนถ้าเป็นตามซูปเปอร์มาร์เก็ต จะเห็นว่าสินค้าด้านในตะ
เป็นสินค้าใหม่เสมอ (ผมจะเลือกหยิบสินค้าด้านในเวลาไปซื้อนมกล่องตามห้าง) อันนี้ผมก็ไม่อยากจะ
โจมตีร้านโชว์ห่วยนัก เพียงแต่อยากจะหยิบประเด็กขึ้นมาสร้างความขัดแย้งกับเรื่องความเดือดร้อนของ
พ่อค้าแม่ค้าว่าในมุมมองของผู้บริโภคแล้ว การที่มีพ่อค้าที่มีคุณภาพในระดับหนึ่ง (ไม่ได้หมายความถึงร้านค้า
ชั้นยอด) ก็ช่วยให้คุณภาพสินค้าของผู้บริโภคดีขึ้นมาก รวมทั้งราคาที่ถูกกว่าของสินค้าในซุปเปอร์มาเก็ต
ก็ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลองได้มากอีกต่างหาก ที่สำคัญคือในฐานะของคนที่ชอบอยู่กลางคืน การที่มีร้านค้า
ที่ขายของจนถึงสี่ทุ่ม ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้มาก ผมสามารถไปซื้อสะเบียงมาเก็บตอนสี่ทุ่มได้ ไม่ต้อง
รีบออกจากที่ทำงานก่อนสองทุ่มเพื่อมาซื้อของตามร้านเก็บไว้ (จริงๆ ใกล้ๆ หอพักผมก็มีมินิมาร์ท แต่ของน้อย
มาก)
เรื่องในแง่ของผู้บริโภคผมก็ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมก็อยากจะมาย้ำอีกครั้งในฐานะของผู้
บริโภค ในอีกมุมมองหนึ่งคือมุมมองของช้าวบ้านทั่วไป และ การเติบโตของชุมชน เมื่อมีธุรกิจมาลงทุน
ในชุมชน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการจ้างงาน เมื่อซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่เช่น Lotus มาเปิด แน่นอน
คือ ห้างจะต้องรับพนักงานจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้จะต่างจากธุรกิจท้องถิ่นที่ดำเนินงานกันด้วยสมาชิกใน
ครอบครัว รายได้ที่ได้ก็คือรายได้ของครอบครัว ไม่ได้กระจายออกไปไหน แถมนอกจาก Lotus เองแล้ว
เมื่อมีการเปิดซุปเปอร์มาเก็ต ก็จะมึการให้เช่าที่กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น MK, Tsutaya และ อื่นๆ รวมทั้ง
การให้ประมูลร้านใน Food Center ซึ่งทำให้ปริมาณการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก และ กลุ่มร้านค้าเปล่านี้จะ
เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายเงินจากกลุ่มที่มีพลังในการบริโภคสูง ไปยังกลุ่มลูกจ้างที่มีพลังในการหา
รายได้ต่ำกว่า นอกจากนี้ในกลุ่มนักธุรกิจรายย่อยที่อยากมีธุรกิจของตนเอง ก็สามารถมาเช่าพื้นที่ขายสินค้า
ได้โดยที่ไม่ต้องไปหาเงินก้อนมาสร้างร้านของตนเองในพื้นที่ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีผู้คนผ่านมาหรือเปล่าอีกด้วย
สิ่งที่จะตามมาอย่างมองไม่เห็นก็ คือ เมื่อมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ก็จะมีพนักงานตั้งแต่ระดับลูกเจี๊ยบไปจนถึง
ระดับพญาเยี่ยวที่อยากจะมาจับจองพื้นที่ในบริเวณที่ใกล้กับที่ทำงานเพื่อใช้สร้างที่พัก หรือ ซึ่งก็จะทำให้
เกิดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง และ จะดึงดูดให้คนในบริเวณใกล้เคียงที่ต้องการอยู่ใกล้
แหล่งอำนวยความสะดวกมาจับจองที่พักมากขึ้น ทำให้ชุมชนขยายขนาดขึ้น ซึ่งการค้าในขนาดเล็กหลาย
เช่น ร้านขายกาแฟปาท่องโก็ข้างทาง ก็สามารถที่สร้างตัวเองขึ้นมาได้จากการที่มีผู้บริโภคในบริเวณใกล้
เคียงเพิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่าถ้าใช้เหตุผลตามนี้ การปรากฎตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ก็สร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ
ให้กับชุมชนไม่น้อย ในขณะที่กลุ้มพ่อค้าร้ายเดี่ยว ก็จะเป็นกลุ่มเดียวที่เดือดร้อน ที่พูดว่าเป็นพ่อค้า
รายเดี่ยว เพราะในแง่ของผมกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง Lotus นี้เป็นกลุ่มที่เกิดจากการถือหุ้นของบุคคล
หลายบุคคล ไม่ใช่ของครอบครัวเดียว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นของธุรกิจ
เช่น Lotus เป็นบุคคลที่หลากหลายไม่ใช่ของกลุ่มคนกลุ่มเดียว ซึ่งจะทำให้รายได้กระจายไปอย่างแพร่หลาย
ไม่ไปตกในกลุ่มเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เงินจากระบบไปนอนที่บุคคลจำนวนน้อย และ ทำให้ความ
แตกต่างของชนชั้นรุนแรงขึ้น
ในฐานะของผู้บริโภค ผมถือว่าการปรากฎตัวของนายทุนรายใหญ่เป็นสิ่งที่พึงเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขัน
ระหว่างพ่อค้าแม่ค้าระบบเก่าที่บางครั้งและบางกลุ่ม (เน้น ว่าเป็นเฉพาะบางครั้งและบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด)
ก็ไม่ได้สนใจว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์หรือไม่ แต่ สร้างทางเลือกจำนวนจำนวนจำกัด และอาจจะไม่ดีให้
กับผู้บริโภค และ หากำไรเอาจากผู้ที่ไม่สามารถเลือกได้
แต่การจะปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยต้องเดือดร้อน ไม่สามารถทำมาหากินได้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน
เพราะแม้ว่าจะมีการแข่งขันเกิดขึ้น แต่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะมาแข่งขันกับนายทุน
ตัวใหญ่ เช่น Lotus สุดท้ายการควบคุมก็จะตกไปอยู่ที่ Lotus ผู้บริโภคก็หมดทางเลือกอยู่ดี แถมพ่อค้าแม่ค้า
ที่มีอยู่เดิมก็จะตกงานกันอีก มีแต่คนเดือดร้อน ซึ่งผมคิดว่าการสร้างกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นใหเแข่งขันกันได้กับ
ธุรกิจขนาดยักษ์จากต่างถื่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และคงเป็นภาระหน้าที่ของคึนที่ใหญ่กว่าผู้บริโภคธรรมดา
อย่างผมจะกระทำได้