หลังจากการยื่นหน้าสือร้องเรียนให้ระงับการเปิด Lotus สาขากำแพงแสน
และการประท้วงจากกลุ่มชาวบ้านภายไป ในขณะนี้ Lotus ก็ได้ก่อสร้างและ
เตรียมเปิดทำการเป็นที่เรียบร้อย
ผมก็อยากจะมาพูดถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน, กลุ่มสนับสนุน และ
ตัว Lotus เองอีกครั้ง
ในที่นี้ผมคงจะกล่าวถึง Lotus หรือ นายทุน ในฐานะของตัวแทนของกลุ่มธุรกิจที่มี
ทุนทรัพย์ปริมาณมหาศาล, ชาวบ้านเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และ พ่อค้าเป็นตัวแทน
ของกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการเปิด Lotus (หรือการลงทุนของนายทุน
รายใหญ่)
ผมคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการเปิดตัวของร้านค้าสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Lotus จะสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน และ ทำให้พ่อค้า แม่ค้า รวมทั้งธุรกิจรายเล็กๆ ต้องเดือดร้อน
อย่างมากเพราะเจอคู่แข่งที่มีพลังสูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ โดยเฉพาะในชุมชนที่มีขนาด
เล็กถึงปานกลาง อย่างชุมชนในตำบลกำแพงแสน แต่ผมอยากจะมองเรื่องนี้ในมุมมองอีกมุม
หนึ่ง (เพราะผมคิดว่าไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่จะมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงมุมเดียว)
เรื่องการยื่นหนังสือต่อศาลขอให้ระงับการสร้าง Lotus นี้เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากทั้งภายใน
ตำบลกำแพงแสน และ ในหมู่ของตุลาการ แม้แต่พ่อผมเองก็รู้เรื่องนี้ด้วย ซึ่งในส่วนตัวผมรู้สึก
มีความเห็นใจกับชาวบ้านที่ต้องเดือดร้อนเพราะ Lotus มาก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขาย
ของเลี้ยงชีพและต้องส่งเสียลูกหลานเรียนหนังสือ แต่เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่ากลุ่มที่ต่อต้านส่วนใหญ่
ก็จะเป็นพ่อค้าแม่ค้า ส่วนกลุ่มที่อยากให้เปิดก็จะเป็นกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และ พ่อค้าแม่ค้าบางกลุ่ม
และ ผมเองในฐานะผู้บริโภคก็รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งที่ Lotus จะมาเปิดในบริเวณใกล้ๆ เพราะมันทำ
ให้ผมสามารถซือของได้สะดวก และ มีสินค้าให้เลือกหลากหลายขึ้น ในขณะที่ตอนนี้ร้านค้าใน
บริเวณใกล้ๆ มีทั้งชนิดของสินค้าและความหลากหลายจำกัดมาก และความน่าซื้อของสินค้าก็ต่างกันมาก
อย่างเช่นผมไปกาแฟกระป๋องในร้านค้าใกล้ๆ ก็พบกับกาแฟที่บุบและฝุ่นเกาะหนาจนไม่รู้ว่าจะยัง
บริโภคได้หรือเปล่า และ สินค้าบางชนิดเช่นนมกล่องรสที่มีคนกินน้อย (รสที่ว่าคือ รสจืดซึ่งผมคิดว่า
คนคงจะกินกันน้อย) ก็วางไว้จนใกล้หมดอายุเต็มที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหมดอายุแล้วจะยังอยู่ที่นั่นต่อหรือ
ไม่ ผมจะสังเกตอีกอย่างว่าร้านทั่วไปจะนิยมดันของที่มีอยู่เดิมเข้าไปข้างใน แล้วก็เอาของใหม่วางข้างนอก
ซึ่ง ของที่อยู่เดิมก็จะอยู่เช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนหมดอายุ และ มีคนมาสังเกตเห็นเข้า ลองดูร้านโชว์ห่วย
ถ้าหยิบสินค้าด้านในๆ มักจะเป็นสินค้าใกล้หมดอายุ ส่วนถ้าเป็นตามซูปเปอร์มาร์เก็ต จะเห็นว่าสินค้าด้านในตะ
เป็นสินค้าใหม่เสมอ (ผมจะเลือกหยิบสินค้าด้านในเวลาไปซื้อนมกล่องตามห้าง) อันนี้ผมก็ไม่อยากจะ
โจมตีร้านโชว์ห่วยนัก เพียงแต่อยากจะหยิบประเด็กขึ้นมาสร้างความขัดแย้งกับเรื่องความเดือดร้อนของ
พ่อค้าแม่ค้าว่าในมุมมองของผู้บริโภคแล้ว การที่มีพ่อค้าที่มีคุณภาพในระดับหนึ่ง (ไม่ได้หมายความถึงร้านค้า
ชั้นยอด) ก็ช่วยให้คุณภาพสินค้าของผู้บริโภคดีขึ้นมาก รวมทั้งราคาที่ถูกกว่าของสินค้าในซุปเปอร์มาเก็ต
ก็ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลองได้มากอีกต่างหาก ที่สำคัญคือในฐานะของคนที่ชอบอยู่กลางคืน การที่มีร้านค้า
ที่ขายของจนถึงสี่ทุ่ม ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้มาก ผมสามารถไปซื้อสะเบียงมาเก็บตอนสี่ทุ่มได้ ไม่ต้อง
รีบออกจากที่ทำงานก่อนสองทุ่มเพื่อมาซื้อของตามร้านเก็บไว้ (จริงๆ ใกล้ๆ หอพักผมก็มีมินิมาร์ท แต่ของน้อย
มาก)
เรื่องในแง่ของผู้บริโภคผมก็ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมก็อยากจะมาย้ำอีกครั้งในฐานะของผู้
บริโภค ในอีกมุมมองหนึ่งคือมุมมองของช้าวบ้านทั่วไป และ การเติบโตของชุมชน เมื่อมีธุรกิจมาลงทุน
ในชุมชน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการจ้างงาน เมื่อซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่เช่น Lotus มาเปิด แน่นอน
คือ ห้างจะต้องรับพนักงานจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้จะต่างจากธุรกิจท้องถิ่นที่ดำเนินงานกันด้วยสมาชิกใน
ครอบครัว รายได้ที่ได้ก็คือรายได้ของครอบครัว ไม่ได้กระจายออกไปไหน แถมนอกจาก Lotus เองแล้ว
เมื่อมีการเปิดซุปเปอร์มาเก็ต ก็จะมึการให้เช่าที่กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น MK, Tsutaya และ อื่นๆ รวมทั้ง
การให้ประมูลร้านใน Food Center ซึ่งทำให้ปริมาณการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก และ กลุ่มร้านค้าเปล่านี้จะ
เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายเงินจากกลุ่มที่มีพลังในการบริโภคสูง ไปยังกลุ่มลูกจ้างที่มีพลังในการหา
รายได้ต่ำกว่า นอกจากนี้ในกลุ่มนักธุรกิจรายย่อยที่อยากมีธุรกิจของตนเอง ก็สามารถมาเช่าพื้นที่ขายสินค้า
ได้โดยที่ไม่ต้องไปหาเงินก้อนมาสร้างร้านของตนเองในพื้นที่ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีผู้คนผ่านมาหรือเปล่าอีกด้วย
สิ่งที่จะตามมาอย่างมองไม่เห็นก็ คือ เมื่อมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ก็จะมีพนักงานตั้งแต่ระดับลูกเจี๊ยบไปจนถึง
ระดับพญาเยี่ยวที่อยากจะมาจับจองพื้นที่ในบริเวณที่ใกล้กับที่ทำงานเพื่อใช้สร้างที่พัก หรือ ซึ่งก็จะทำให้
เกิดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง และ จะดึงดูดให้คนในบริเวณใกล้เคียงที่ต้องการอยู่ใกล้
แหล่งอำนวยความสะดวกมาจับจองที่พักมากขึ้น ทำให้ชุมชนขยายขนาดขึ้น ซึ่งการค้าในขนาดเล็กหลาย
เช่น ร้านขายกาแฟปาท่องโก็ข้างทาง ก็สามารถที่สร้างตัวเองขึ้นมาได้จากการที่มีผู้บริโภคในบริเวณใกล้
เคียงเพิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่าถ้าใช้เหตุผลตามนี้ การปรากฎตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ก็สร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ
ให้กับชุมชนไม่น้อย ในขณะที่กลุ้มพ่อค้าร้ายเดี่ยว ก็จะเป็นกลุ่มเดียวที่เดือดร้อน ที่พูดว่าเป็นพ่อค้า
รายเดี่ยว เพราะในแง่ของผมกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง Lotus นี้เป็นกลุ่มที่เกิดจากการถือหุ้นของบุคคล
หลายบุคคล ไม่ใช่ของครอบครัวเดียว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นของธุรกิจ
เช่น Lotus เป็นบุคคลที่หลากหลายไม่ใช่ของกลุ่มคนกลุ่มเดียว ซึ่งจะทำให้รายได้กระจายไปอย่างแพร่หลาย
ไม่ไปตกในกลุ่มเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เงินจากระบบไปนอนที่บุคคลจำนวนน้อย และ ทำให้ความ
แตกต่างของชนชั้นรุนแรงขึ้น
ในฐานะของผู้บริโภค ผมถือว่าการปรากฎตัวของนายทุนรายใหญ่เป็นสิ่งที่พึงเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขัน
ระหว่างพ่อค้าแม่ค้าระบบเก่าที่บางครั้งและบางกลุ่ม (เน้น ว่าเป็นเฉพาะบางครั้งและบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด)
ก็ไม่ได้สนใจว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์หรือไม่ แต่ สร้างทางเลือกจำนวนจำนวนจำกัด และอาจจะไม่ดีให้
กับผู้บริโภค และ หากำไรเอาจากผู้ที่ไม่สามารถเลือกได้
แต่การจะปล่อยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยต้องเดือดร้อน ไม่สามารถทำมาหากินได้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน
เพราะแม้ว่าจะมีการแข่งขันเกิดขึ้น แต่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะมาแข่งขันกับนายทุน
ตัวใหญ่ เช่น Lotus สุดท้ายการควบคุมก็จะตกไปอยู่ที่ Lotus ผู้บริโภคก็หมดทางเลือกอยู่ดี แถมพ่อค้าแม่ค้า
ที่มีอยู่เดิมก็จะตกงานกันอีก มีแต่คนเดือดร้อน ซึ่งผมคิดว่าการสร้างกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นใหเแข่งขันกันได้กับ
ธุรกิจขนาดยักษ์จากต่างถื่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และคงเป็นภาระหน้าที่ของคึนที่ใหญ่กว่าผู้บริโภคธรรมดา
อย่างผมจะกระทำได้
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น