ถ้าใครได้อ่าน blog ที่ผมเขียนเรื่อง Lotus vs พ่อค้า หลายๆ คนคงคิดว่าผมเป็นตัว...... ที่สนับสนุนลัทธิทุนนิยมอย่างเต็มรูป จริงๆ แล้วในประเด็นของผมคือบางครั้งการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของอาชีพในท้องถิ่นก็อาจจะไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภค หรือ บางครั้งการต่อสู้ของผู้ที่เสียเปรียบก็ไม่ได้ตรงประเด็นเท่าที่ควร ทำให้ฝ่ายตัดสินซึ่งเป็นผู้บริโภคบางส่วนหันไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเพิ่มขึ้น ถ้าใครอยู่ในบริเวณที่มีการคัดค้านเรื่องนี้ก็จะเห็นป้ายคัดค้านอยู่ฝั่งหนึ่งของถนน ส่วนป้ายสนับสนุนก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกันพอดี และประเด็นที่ฝ่ายคัดค้านการเปิด Lotus ใช้เป็นประเด็นคือถ้า Lotus เข้ามาเศรษฐกิจจะพัง ??? ที่ผมพูดถึงใน blog คราวก่อนก็คือเรื่องนี้ นั่นคือเศรษฐกิจที่พังเป็นเศรษฐกิจของใคร ? แล้วการแก้ไขปัญหาเรื่องการเสียเปรียบทางด้านการแข่งขันโดยการกีดกันทางการค้า (ห้ามมาเปิดในพื้นที่) ถูกต้องหรือไม่ เป็นผลดีกับผู้บริโภคหรือไม่
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการแข่งขันบางครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็นแต่การแข่งขันควรจะเป็นการแข่งขันที่เท่าเทียม ผู้บริโภคจึงจะได้รับผลประโยชน์ที่ควรได้รับ แม้ว่าผมจะซื้อสินค้าท้องถิ่น (จากสหกรณ์) มาสามวันติดกันแล้วกินไม่ได้ก็ตาม แต่ผมก็ไม่อยากให้การค้าท้องถิ่นต้องสูญหายไป ไม่อยากให้ร้านขนมเปี๊ยะสุดอร่อยต้องปิดตัว แต่ก็ต้องมีกระบวนการที่ถูกต้องไม่ใช่เป็นการเรียกร้องที่ปิดทางคู่แข่งโดยสมบูรณ์
หมายเหตุ ผมซื้อขนมโก๋เมื่อวันจันทร์ หลังจากกินไปหลายชิ้นก็พบว่ามันขึ้นรา ส่วนกล้วยต้มที่ซื้อมาก็บูดเรียบร้อย ก่อนหน้านั้นผมซื้อส้มโอที่แพ็คแล้วมาก็ปรากฎว่ามันเน่า และ วันพฤหัสผมจะกินส้มโอจากสหกรณ์อีกครั้งก็ปรากฎกลิ่นเหมือนไวน์ลอยมาจากทุก ก็ต้องจัดการทิ้ง ...อย่างไรก็ตามสหกรณ์ไม่ใช่ร้านค้าท้องถิ่นที่ผมพูดถึง ว่าแต่ทำไมสหกรณ์ ม.เกษตร กำแพงแสนมันห่วยยังงี้เนี่ย
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น